ฝนแปดแดดสี่

ฝนแปดแดดสี่

คำว่าฝนแปดแดดสี่ ในภาษาบ้านเราหรือปักต์ใต้ หมายความว่า ฝนตก 8 เดือน แดดออก 4 เดือน  รวมแล้ว 12 เดือนครบปีพอดี

แต่ตอนนี้ น่าจะใช้ไมไ่ด้แล้ว น่าจะเปลี่ยนเป็นฝนตก 12 แดด 0 ดีกว่าเพราะฝนตกตลอดปี แม้แต่เดือนเมษายน ปรกติเป็นหน้าร้อน แต่ฝนยังตกตลอดมาไม่หยุดเลย ตอนนี้ น่าสงสารชาวสวน โดยเฉพาะชาวสวนยาง เพราะยางตัดไม่ได้เลย (รวมทั้งคนที่กำลังเขียน Blog ด้วย )แม้ว่าจะไม่ตัดเองแต่ลูกน้องบ่น น่าเอ็นดู

เข้าใจชีวิตชาวสวนเลย ว่าลำบากขนาดไหน และไม่สงสัยเลยว่า พ่อแม่บอกให้ทำงานราชการ ฝนตกแดดออก ได้รับเงินเดือนตลอด แม้ว่าจะไม่รวยแต่เอาตัวรอดได้ เพียงแต่อย่าไปยึดติดกับหัวโขนแล้วพาตัวเองให้หลงระเริง เพียงเพราะมีตำแหน่งหรือสังคมให้การยอมรับ แล้วสร้างสิ่งที่เป็นวัตถุทุกสิ่งเพื่อให้ตัวเองดูมีระดับ

สุดท้ายอาจจะพาตัวเองไม่รอดเหมือนกัน

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งหากคนที่ทำงานหนักจริงๆๆ และวางแผนชีวิตไว้ดีๆๆ อาชีพอะไรก็ตาม จะเอาตัวรอดได้แต่ต้องเข้าใจสัจธรรม อย่าไปยึดติดกับสิ่งที่ต้องการสนองตนเองมากเกินไป

หากเรามองออกไปหน้าบ้าน สิ่งที่เราจะเห็นทุกบ้านเลยคือ ถังขยะ นั้นแหละเป็นตัววัดที่ดีที่สุดว่า แต่ละวันคนเราสร้างขยะขนาดไหน บางครั้งสิ่งของที่วางในบ้าน ก่อนจะซื้อมา มันสวยดีแต่พอวางในบ้านไม่นานมันกลายเป็นขยะ

เป็นภาระที่ต้องกำจัดต้องทิ้ง สิ่งเหล่านั้นก่อนเราจะได้มานั้นหมายถึงว่าเราต้องเอาไปแลกมา ถ้าเราเข้าใจและลดตรงนั้นเสียบ้าง นั้นหมายถึงรายจ่ายของเราจะลดลงไปด้วย

แต่ ส่วนมาก เห็นเพื่อนมีอยากได้ อยากสร้างวัตถุเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคม มันเลยพาชีวติไม่สมดุลย์ไปด้วย

ว่าจะเขียนเรื่องฝนแปดแดดสี่ แต่ ออกเรื่องอื่นเฉยเลย

กลับเข้าเรื่องดีกว่า

ฝนตกมากๆๆบางทีในความเห็นส่วนตัว มันก็ดีเหมือนกัน ได้พัก ได้ทำงานที่อยู่ในร่ม เช่นการสร้างเว็บ การปรับปรุงเว็บ การเขียน Blog เพราะอากาศไม่ร้อนเลยเขียนได้ทั้งวัน

วันนี้ เลยปรับปรุงหน้า Home นิดหน่อย

เลยไม่ออกหรือย่างกรายจากบ้านเลย เพราะตกตลอดทั้งวัน ถ้าเราปล่อยใจให้หงุดหงิดกับมันเราเองนั้นแหละที่จะปวดหัว เลยไม่คิดอะไร ปล่อยให้มันตกไป หากอยากจะตก

เราเองก็อยู่แต่ในบ้านปรับร่างกาย ทำงานที่ไม่ต้องตากแดดตากฝนแทน  มันโชคดีอย่างที่มีความสามารถทางด้านนี้บ้าง หากฝนตกหนักหรือตกทั้งวันทำเว็บแทนไม่ไปไหน

แต่หากแดดออกทำกิจกรรมข้างนอกได้ จะทำเฉพาะช่วงเช้าตอนอากาศไม่ร้อนกับช่วงเย็นแทน

มันเป็นการปรับชีวิตให้สมดุลย์มากกว่า อย่างที่บอกแล้วว่า จะไปบังคับมันไม่ได้ เมื่อบังคับมันไม่ได้ ปรับตัวเองแทนดีที่สุด

มันเป็นสัจธรรมด้วยอีกอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับคนเรานั้นแหละบางครั้งเราอยู่ร่วมกัน หากเราคิดว่าเราดีเราเก่งไม่ยอมปรับตัวเข้ากับคนอื่นหรือสังคม บางทีมันลำบาก แต่หากเรายึดเอาบรรทัดฐานสังคมมากเกินไปมันก็ลำบากอีกเช่นกัน

ดังนั้นให้มันพอดี แล้วเราจะวัดอย่างไรว่าตรงไหนมันพอดี ไม่ยาก วัดตรงที่ว่า เราทำแล้วเรามีความสุขไหม เราคิดถึงสิ่งที่มากระทบเราแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

อย่างเช่นฝนแปดแดดสี่ ถ้าเรามัวแตกังวล หรือคิดว่าไม่ได้ทำอะไรเลย เข้าสวนไม่ เข้าไปแล้วมันเปียกมันแฉะเดียวฝนตก ยุงเยอะ  แทนที่จะคิดตรงนั้นมาปรับตัวเองแทน คือทำงานอย่างอื่นที่ไม่ต้องตากฝน ให้ตกให้ตายเราไม่เดือนร้อน

สรุปวันนี อยู่บ้านทั้งวัน นั่งพิมพ์แล้วกลับนอนเล่น อ่านหนังสือ พอหายล้ามาพิมพ์ใหม่ หิวหรืออยากข้าว ไปกินข้าว เสร็จแล้วมาอ่านหนังแล้วมาพิมพ์ต่อ ความสุขแล้ว

คิดว่าไม่นานน้ำน่าจะเตรียมตัวท่วม สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือเตรียมขนของ แล้วจะมาลง เล่าให้ฟังเมื่อถึงวันนั้น วันนี้ น่าจะพอแค่นี้ก่อน

news via inbox

ต้องการรับข้อมูลข่าวสาร

Leave A Comment