การตกตะกอน

การตกตะกอน

เวลาที่มันเดินผ่านไป ขณะเดียวกัน ได้ปิดประตูบ้านเดิม แล้วเปิดประตูบานใหม่

เมื่อเข้าไปสู่ประตูบานใหม่ เดินผ่านเข้าไปพบว่า ในห้องมันยังว่าง ไม่มีการจัดรูปแบบให้เป็นลักษณะของห้องที่เป็นห้องทั่วใปตามที่เราเคยเห็นปกติ  จะว่าว่างทั้งหมด ก็ไม่น่าจะพูดได้ เพราะภายในห้อง มีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า กิจกรรม งาน หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เราไม่ว่างอยู่เต็มไปหมด ที่เราสามารถจัดห้องใหม่ของเราได้เอง โดยไม่ต้องมี คนมาบอกว่าให้ทำอย่างนั้น ให้ทำอย่างนี้

มันเป็นเรื่องปกติ เมื่อเราจะสร้างบ้านใหม่ ต้องวางแปลน ต้องคิด เช่นกัน เราเปิดประตู มายังห้องใหม่ที่เราเข้าไป สิ่งแรกคือเราต้องคิดว่าเราจะจัดการกับสิ่งที่เรียกว่างาน หรือกิจกรรมที่อยู่เบื้องหน้าของเราอย่างไร

มีทางเดียว นั่งลงแล้วก็คิด แล้วก็ลองทำ ลองวาง มันอาจจะสับสนว่า จะเอาตรงไหนก่อนดี ตรงไหนหลัง หรือจะวางแผนว่า จะจัดสารบบ เพื่อให้เหมาะสมอย่างไร

แต่ สิ่งหนึ่งที่ได้มา คือการตกตะกอนทางความคิด

เมื่อก่อน ชีวิต ไม่ได้คิดเอง มีแต่การป้อนโปรแกรมเข้ามาในหัวสมองเรา แล้ว run เพื่อให้เป็นไปตามที่คนเขียนโค้ตต้องการ

บางครั้งมันมีเงื่อนไขมากจนปวดหัว ถ้าคนเขียนโค้ดเก่ง มันก็ดี สามารถจัดการได้อย่างเป็นระบบ แต่หากเจอคนเขียนโค็ดที่ไม่เข้าใจแล้ว ชีวิต มันปั่นป่วน มีเงื่อนไข มีวนลูป ยุ่งยากสับสน ไปหมด

ก็มานั่งคิดว่า สมองของเรา เอาไว้ทำไม เอาไว้เพื่อให้คนอื่น ป้อนโปรแกรมเข้ามาแล้วทำตามที่เขาบอก อย่างเดียวหรือ

มันเริ่มคิด เริ่มวางแผน เริ่มศึกษา ว่าภายในอ่างที่เราอยู่นี้เป็นแบบนี้ แล้วนอกอ่าง ชีวิตเขาเป็นอย่างไร

เข้าสู่ชีวิตจริง

วันนี้ หยุดทำบทความ ไอทู หนึ่งวัน มีภารกิจที่รับปากว่า  จะช่วยร่างงาน บางงาน เลยรีบปั่นงานเพื่อให้เสร็จตามที่รับปากไว้ ปรากฏว่าเสร็จตามที่วางแผนไว้

ในความรุ้สึกส่วนตัว การที่เราจะทำงานให้คนอื่น อย่ามาคิดในมุมของตัวเองอย่างเดียว ว่าทำไปทำไม่ ทำแล้วคนอื่นเขาได้ผลงาน เขาก้าวหน้า แต่เราทำแล้วได้อะไร นั้นคือมุมมองของคนที่คิดในเชิงลบ ไม่มีจิตสาธารณะ

แต่ ถ้าเรามองในมุมผู้ที่ให้เราช่วยหรือจัดการอะไรสักอย่างแทนเขา ไม่ใช่เพราะเขาขี้เกียจ แต่ให้ดูที่ตัวตนของคนนั้นด้วย เพราะบางที เขามีภารกิจที่ใหญ่กว่า ที่สำคัญกว่า หากเราเข้าไปช่วยเขา เท่ากับว่า เราได้ช่วยลดเวลา เพื่อจะให้เขาสามารถทำงานชิ้นใหญ่ที่สำคัญกว่าได้ ส่วนงานชิ้นเล็ก ๆ เราก็รับช่วงแทนให้

คนเราบางคน ที่จะขอให้คนอื่นช่วย เขาต้องคิดแล้วว่า คนนั้น สามารถช่วยได้ไหม และมันจะเกี่ยวโยงไปถึงความไว้เนื้อเชื่อใจ ความสำพันธ์ ว่า หากให้เขาช่วยแล้ว เขาจะไม่มาพูดหรือทวงบุญคุณ ย้อนกลับ หากมีคนสองคน คนหนึ่งยอมทำให้เพื่อหวังผลตอนแทน กับอีกคนหนึ่งทำให้เพราะอยากทำให้ ก็ต้องเลือกคนที่ขอให้ทำให้แล้ว เขาจะไม่ทวงบุญคุณ หรือทำให้เพราะมีเหตุผลอื่นแฝงอยู่

มันน่าจะดีใจ มากกว่า ที่มีคนๆๆ หนึ่ง ขอให้เราช่วยแสดงว่า เขารู้ว่าเรายินดีช่วยเขา โดยไม่หวังผลตอบแทน หรือสิ่งอื่น ที่จะตามมายังเขาภายหลัง

นั้นคือความคิดของตัวเองที่ ชอบช่วยคนอื่น หากเขาบอกให้ช่วย

มันนี้คือวันพักผ่าน

สภาพอากาศของวันนี้ มันก็แปลกอีก  วันก่อนแดดร้อนจ้า จนมีเสื้อมาพาดไว้ที่นั่งที่ขนำหลายตัว  ใส่เสื้อแล้วร้อนก็ถอดเสื้อทำงานแล้ววางลืมไว้

แต่มาวันนี้ แดดไม่จ้า มีลมพัดเย็นสบาย แต่สมองมันเริ่มล้าคิดอะไรไม่ค่อย คิดว่า เป็นการพักผ่อนเลยจัดระเบียบในคอมพิวเตอร์ โดยจัดแบ่งการเก็บข้อมูลที่สะเปะสะปะ ให้เป็นระบบ เป็นหมวดหมู่

โดยปกติ ก็มักจะทำเดือนละครั้ง ลบไฟล์ที่เป็นขยะออกแล้วจัดเรียงข้อมูลใหม่

หันดูนาฬิกา เที่ยงอีกแล้ว

หลังเสร็จภารกิจ เจอหนังสือใน Ebook หลายเล่ม นั่งอ่าน แต่การอ่านผ่านแทบเล็ต เมื่ออ่านมากมันเจ็บตา คิดว่า น่าจะถือเป็นหนังสือดีกว่า ค้นหาในอินเตอร์เน็ต เจอเป็นหนังสือเก่า สั่งซื้อมาอ่าน 2-3 เล่ม

ตอนเย็นก็เข้าสวนปกติ  แต่มีงานบางงานที่ต้องทำ เลยกลับเร็วกว่าปกติ ดูเวลาแล้ว ใกล้ถึงเวลาเขียน

แต่ยุงมาก บ้านหลังข้างหน้าก็ร้อน ขึ้นมาทำงานบนบ้านโต็ะก็ใหญ่เกินไปนั่งไม่สะดวก

มีอุปสรรคมาก แต่ดูเวลาแล้ว 21.10 น.

น่าจะหยุดแค่นี้ ก่อนสำหรับวันนี้ เตรียมตัวอ่านหนังสือก่อนนอนนิด

news via inbox

ต้องการรับข้อมูลข่าวสาร

Leave A Comment