เหวียนกับวาด

เหวียนกับวาดความแตกต่างที่ไม่ใช่สาระสำคัญ

ตอนเช้าประมาณ 8 โมงกว่า ขณะทำงานปกติ ตามที่ได้วางระบบของชีวิตไว้  แนวทางที่วางไว้คิดไว้ว่า ทุกตอนเช้าจะเขียนบทความ i2  ขณะกำลังนั่งปวดหัวและสรุปจากคู่มือเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย เขียนได้ไม่ถึงหน้ากระดาษ A 4  หากเทียบกับเวลาที่ทำมาแล้ว ถือว่าเขียนได้น้อยมาก  เริ่มทำตั้งแต่ 6 โมง ต้องทำความเข้าใจคุ่มืออย่างละเอียดก่อนเขียนลงไป ไม่ง้้นกลัวว่า ไม่มีหลักอ้างอิงในการอธิบาย

มีเสียงของคนที่บ้านเดินมาบอกว่า เหวียนกับวาด มาทำงานตัดต้นไม้ให้คนข้างบ้าน ภาพในหัวก็ปรากฏขึ้นมาทันที ถึงคู่หูสองคนที่เขาชอบทำงานรับจ้างทั่วไป สองคนนี้ ทำทุกอย่าง หากมองจากภายนอก บางคนคิดว่า อายุเกือบ 70 ปีกว่าแล้วต้องมาทำงานรับจ้างทั่วไป หากมีคนคิดแบบนั้น เพราะมองจากภายนอก ถือคิดผิดถนัด

สองคนนี้ คือคุ่หูหรือทีมทำงาน คติของสองคนนี้ คือทำอย่างไรก็ได้อย่าให้นอนที่บ้านเฉย ขอให้ได้ออกจากบ้านมาทำงานทั่วไป

วาด อาจจะมีบ้างที่ออกทำงานเพื่อหวังเงินไปจุนเจือครอบครับ เพราะฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี มีแต่ลูกชาย ซึ่งค่อนข้างจะติดไปทางเกเร สมัยวุัยรุ่นชอบสร้างแต่ปัญหา ตอนหลังสภาพครอบครัวเลยค่อนข้างจะลำบากนิด

แต่ เหวียน ตรงกันข้าม เหวียนเป็นคนมีฐานะคนหนึ่ง มีแต่ลูกสาว ไม่มีลูกชาย แต่ลูกประสบความสำเร็จหมด มีงานมีการทำที่ดี ทำงานรับจ้างส่วนมากเพื่อสนุกกับการทำงาน ขอให้ทำ บางทีก็ไม่หวังเงินมา จะให้เท่าไรก็ได้ บางทีก็ออกปากได้

แต่ สองคนนั้น เขาคู่หูกันในการทำงาน หากจ้างสองคนนี้ ต้องมีเงื่อนไข คือต้องว่างพร้อมกันทั้งสองคน หากคนใดคนหนึ่งไม่ว่าง เขาก็จะไม่รับงาน เคยถามว่าทำไม เขาบอกว่า หากทำคนเดียวแล้วมันคล่องตัว ไม่มีเพื่อนได้พูดคุยขณะทำงาน

เมื่อคนที่บ้านบอก ว่าสองคนนั้นมารับจ้างตัดไม้ข้างบ้าน ตัดสินใจว่า วันนี้ คงหยุดทำบทความสักวัน ไปคุยกับสองคนนั้นหน่อย

เหตุผลที่ไปคุย เพราะ แม้สองคนนั้น หากคนภายนอกมอง ในเชิงดูถูกเพราะไม่รู้ข้อเท็จจริง แต่ชอบไปคุยไปนั่งเล่นด้วย ในความรู้สึกเหมือนกับว่า ได้สำผัสกับตัวแทนของคนธรรมดาทั่วไปของสังคมชนบท นั้นคือ มีแต่เรื่องสนุก ไสเซื่อ ไม่มีเล่เหลี่ยมหรือวางมาด ดูการทำงานของเขาแล้ว สนุกดี เพราะเขาทำงานไม่เครียด

ฟันต้นไม้ ทำอะไรหลายอย่าง เพื่อเหนื่อยเขาก็จะมาพักแล้วดูยาเส้นใบจาก  ช่วงนั้นเขาจะมีเรื่องราวต่างๆ มาเล่า ทุกเรื่องในชุมชนหรือเรื่องทั่วไป โดยเขาไม่มีความเครียดหรือหนักใจกับงานตรงหน้าที่เขาทำ  เขาทำเพราะความสนุก เหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยก็ทำต่อ ไม่ได้วางแผนว่า จะเสร็จตอนไหน อย่างไร

เห็นชีวิตเรียบง่ายของเขา แล้วสบายใจ การกินของเขากก็สบายมีอะไรเขากินได้หมด

วันนี้ ได้เห็นในบางสิ่งบางอย่างที่ ที่เคยเจอในหนังสือเกี่ยวกับเรื่องความสุขของคนมั่งคั่ง ว่า คนที่มั่งคั่ง ความสุขจะลดน้อย เพราะเขามีเงิน จนเขาทำทุกอย่างได้เป็นเรื่องปกติ เช่น เขานั่งร้านอาหารดีๆๆ ตลอด  บางทีเพราะความรวยร้านอาหารดีๆๆ ในชุมชนที่เขาอยู่เขากินจนครบทุกร้าน สุดท้ายเขาก็เบื่อ เขาหมดความสุข เพราะไม่มีอะไรแปลกใหม่ อีกแล้ว

แต่เหวียนกับวาด วันนี้ คนจ้างเลี้ยงอาหาร เขาเลยมีโอกาสได้กินอาหาร ที่ปกติคนรวย เขาถือว่าเป็นร้านอาหารปกติ  ไม่ใช่ร้านอาหารดังประจำอำเภอ

หากเป็นคนรวยกินเขาจะเฉยๆๆ เพราะเขากินจนเป็นเรื่องปกติ

แต่ เหวียนกับวาด เขากินอย่างมีความสุข เพราะได้กินอาหารที่ไม่เคยกิน แม้จะไม่ใช่ร้านอาหารดัง แต่เมื่อเทียบกับที่เขากินประจำมันแตกต่างกัน เพราะมันคือกินของร้านอาหารวันนี้  เขาเลยมีความสุข

แต่จริงๆๆ เขาจะกินแบบนั้นก็ได้ แต่เขาบอกว่ามันเกินความจำเป็น เมื่อเขาได้มากินโดยไม่ต้องซื้อเองวันนี้ เขาเลยกินอย่างมีความสุข

สรุปวันนี้ ไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันแต่ก็มีความสุข ได้นั่งคุยกันหลายคน นั่งกันแบบเรียบง่าย บางคนชันเขานั่งบนพื้น บางคนนั่งบนขอนไม้ คุยไปพลางดูสองคนนั้นทำงานไปพลาง เมื่อสองคนนั้นเหนื่อยก็มานั่งพักรวมวงคุยกัน

วิถีชีวิตแบบชาวบ้าน มันมีความสุขตรงนี้ นี่เอง ไม่ต้องแต่งตัวสวย นั่งร้านกาแฟดี ราคาแพง อวดรถ อวดวัตถุที่อยู่ในตัว นั่งคุยกันก็จริง หากอยู่ในสังคมเมือง แต่บางทีก็ไม่ได้คุยหรอก เพราะสายตาทุกคนจ้องแต่มือถือ

นั่งกันหลาย แต่คนใกล้กันนั่งด้วยกัน ไม่ได้คุย แต่คุยผ่านไลน์กับที่คนที่อยู่ไกล มันน่าจะมาจากเหตุผล เพราะอยู่ไกลเลยสามารถอวดหรือทำอย่างไรก็ได้ เพราะไม่รู้ ไม่เหมือนคนที่นั่งคุยใกล้กัน  ที่เห็นหมดแววตาตอนพูด ตอนคุย ไม่มีมือถือให้จ้อง คุยเฉพาะคนที่อยู่ต่อหน้าเท่านั้น มันเป็นความสุขที่ หายากขึ้นทุกวันแล้วตอนนี้ ในสภาพที่เราคุยกันตอนนี้

เที่ยง หิวข้าวเลยกลับมากินข้าวที่บ้าน ก่อนกินข้าวขอดูไลน์หรือโซเชียลนิด เพื่อใครติดต่อมา ปรากฏว่า มีน้องเขาบอกงานบวช เลยคุยกันน้องเขานิดหน่อย กับพวกว่าจะไปพรุ่งนี้เที่ยง เหตุที่ไปเที่ยง เพราะช่วงเที่ยงส่วนมากจะทำอะไรไม่ค่อยได้มันร้อน ใช้เวลาช่วงนั้นไปงานบวช

กลับจากงานบวช ตอนเย็นจะได้ทำภารกิจที่ทำทุกวัน โดยไม่ต้องเสียเวลา หากไปตอนเย็น มันทำให้เราพลาดงานบางอย่างที่เราจะทำ

อธิบายให้น้องเขาเข้าใจเสร็จ ก็จับหนังสือมาอ่านนิดหน่อย แต่ร้อน ไม่ไหว ไปโม้กับเหวียน วาดดีกว่า

ถึงเวลาที่วางแผนว่าจะทำวันนี้

บ่าย 3 โมงเตรียมตัว ไปสวนเล็ก วันนี้ มีเป้าหมายเพาะเมล็ดไม้แดง จำนวน 150 ต้น นนทรีป่า 100 ต้น มะกะฮอนี 150 ต้น สั่งซื้อของมาถึงเมื่อวานซืน

เลยไปสวนเร็วกว่าปกติ กลัวเวลาไม่พอตามแผนที่วางไว้  ขณะขับรถออกก็คิดว่าน่าจะลอง ปลูกสักทองที่เพาะไว้ตอนนี้เริ่มโตแล้วไปลองปลูกดูว่า พื้นที่ในสวน หากปลูกต้นสักทองจะขึ้นหรือไม่

นำไป 4 ต้น ก่อนปลูกก็ต้องตัดหญ้าก่อน เพื่อให้สะดวกกับอีกทางหนึ่งเพื่อใล่สัตว์ต่างๆๆ ที่อยู่ในพื้นที่จะปลูกออกไปจากพื้นที่ให้หมด

ปลูกต้นสักทองเสร็จ มาจัดการแปลงเพาะ ดูเวลาแล้วใกล้ 6 โมงเย็นแล้ว แต่แสงแดดยังจ้า ปกติ หากถึง 6 โมงเย็นจะเริ่มมืด แต่ในช่วงนี้เวลากลางวันจะมากกว่ากลางคืน เลยทำต่อจนเสร็จ กลับถึงบ้าน 6.30 น. ใช้เวลาออกแรงอยู่ในส่วน 3 ชม.กว่า ถึงบ้านรู้สึกล้า กินข้าว เสร็จนอนพัก

ดูเวลา ยัง 15 นาที ถึงเวลา 2 ทุ่ม นอนคิดว่า วันนี้ จะหยุดเขียนบล็อกสักวันดีไหม เพราะที่ผ่านมา 2-3 วัน มันเขียนได้ก็จริงแต่ อ่านแล้วมันไม่ค่อยสละสลวยเท่าไหร่ รุ้สึกว่าเขียนไป มันไม่พัฒนาในด้านการเขียนมากที่ควรเพราะมันเหนื่อย

แต่ เพื่อไม่ให้เป็นการนิสัยเสียจนติดนิสัย ผลัดวันประกันพรุ่ง ก็ยกขึ้นมาเขียนบทความ แต่รู้สึกได้ว่าพิมพ์ผิด พิมพ์ถูก อากาศก็ร้อนมากเพราะฝนตกมานิดหนึ่ง แล้วหยุดตก มันร้อนอบอ้าว ตอนนี้ ได้ยินเสียงฟ้าร้อง ฟ้าแล๋บ เป็นระยะ แต่ฝนไม่ตก แสดงว่าตกที่อื่น อากาศเลยร้อนแทบไม่มีที่อยู่ ปกติวันอื่นเวลานี้ นั่งหน้าเครื่องคอม อากาศจะสบาย แต่วันนี้ ขนาดเปิดพัดยังร้อน เหงื่อซึมที่เขียนจนทีวางมือบนคอมเปียกเต็มไปด้วยเหงื่อ

มองดูเวลา 21.07 น. น่าจะพอ อ่านหนังสือก่อนนิด

วันนี้ สั่งซื้อโคมไฟอ่านหนังสือ สำหรับนอนอ่านหนังสือมาด้วย จะลองของใหม่หน่อย

27 June 2022

news via inbox

ต้องการรับข้อมูลข่าวสาร

Leave A Comment