นั่งคิดว่าจะทำบางเรื่องต่อหรือไม่

นั่งคิดว่าจะทำบางเรื่องต่อหรือไม่

วันนี้ ตื่นตอนเช้า มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาแว่บหนึ่ง ขณะนั่งวางแผนว่าวันนี้ จะทำอะไรดี

ความคิดนั้นคือ จากการสังเกตุตัวเอง ในการทำบทความเกี่ยวกับการใช้งานโปรแกรม i2 บางที มันต้องใช้เวลามากในการนั่งเขียน นั่งวางโครงสร้างเพื่ออธิบายการทำงาน

เนื่องจากเนื้อหามันมาก

เมื่อมันใช้พลังงานมาก กลัวว่า เวลาตรงนั้นจะไปเบียดบังเวลา ส่วนอื่นที่มีความสำคัญกว่า เช่นการทำสวน การจัดระบบให้กับตัวเองในบางเรื่อง

การใช้โปรแกรม I2 ที่เขียนเพื่อเอาประสบการณ์การทำงาน 10 กว่าปี เพื่อเป็นแนวทางให้กับคนรุ่นหลัง ในส่วนตัวคิดว่า หลังจากนี้ คงจะไม่ใช้แล้ว  เมื่อเราเองไม่ใช้แล้ว อยากแนะนำให้คนที่เขาต้องการเรียนรู้ได้ศึกษาโดยตรงจากประสบการณ์ที่ผ่าน เพื่อจะได้ลดเวลาในการเรียนรู้ของเขา

แต่ พอนั่งเขียนไป บางทีมันเสียดายเวลา เพราะงานเขียนตรงนั้นเขียนให้คนอื่น แต่ งานบางส่วนต้องทำเพื่อให้ประโยชน์ กับตัวเองมากกว่า

นั่งคิดว่า จะเอาไงดี เขียนให้คนอื่นอ่าน อย่างน้อย ๆ  ได้ช่วยสังคม คนรุ่นใหม่ได้ศึกษา แต่มันมาเบียดบังเวลาในการทำงานส่วนอื่น

หากไม่เขียน เสียดายความรู้ที่สะสมมา

สรุป ยังหาทางออกไม่ได้ว่า จะเอาอย่างไรดี หรือว่า เขียนเวลาว่างๆๆๆ   จริงๆๆๆ แต่เป็นไปไม่ได้ ขนาดทำสวน ทำอย่างอื่นเวลาแทบไม่พอ

ตื่นขึ้นมาตอนเช้า เพื่อทำจุดนั้น  ตอนนี้ มันไม่ได้เช่นกัน เพราะต้องกันเวลาตรงนั้นสำหรับออกกำลังกายในตอนเช้า

ตื่นให้เร็วก่อนเดิม เขียนบทความก่อนออกวิ่งดีไหม  มันไม่น่าจะได้อีก เพราะเมื่อนั่งเขียนแล้วมันติดพัน ลุกขึ้นวิ่งไม่ได้เสียดายในขณะที่เขียนติดพัน

ขั้นเขียนตอนเย็น  ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือ ก่อนนอน อย่างน้อย 1 ชม.สมองเราต้องโปร่ง หากเขียนตอนนั้น บางทีติดพันจนถึงเวลานอน หรือเกินเวลานนอนไปอีก

สรุปตอนเย็นน่าจะไม่เวิร์ค เท่าไร

ขณะนั่งคิดเรื่อยเปี่อย (มันคือการเสียเวลาอย่างหนึ่งเช่นกัน) แต่การคิดเรื่อยเปื่อยหรือที่เขาเรียกว่า เหม่อลอย บางครั้งหรือส่วนมากเท่าที่พบ ความคิดในส่วนนี้แหละค่อยข้างจะเป็นความคิดที่ดี มีกูรู แนะนำว่าให้หากระดาษกับปากกา มาวางไว้ใกล้ตัว ช่วงไหนที่ความคิดของเราเหม่อลอย ช่วงนั้นแหละอาจจะได้ความคิดดีๆๆ เริ่มจดไว้เลย

เท่าที่ทดสอบดูปรากฏว่าค่อนข้างจะจริง

ขณะนั่งพิมพ์ ได้ยินเสียงหมาเห่า เป็นเสียงของหมาตัวเล็ก หันไปดู เห็นไอ้ลาด กำลังเล่นกับแมว  สำหรับไอ้ลาดแล้วถือว่า เป็นความโชคดีของมัน จะว่าโชคดี ไม่น่าจะถูกเต็มร้อย น่าจะเป็นเพราะพฤติกรรมของมันมากกว่า

เดิมเป็นหมาที่พลัดจากแม่ของมัน วิ่งในตลาดสด ตอนเย็น คนที่บ้านไปเจอ เลยพากลับมาบ้าน มันเลยหลุดพ้นจากหมาจรจัด ที่ต้องวิ่งหาอาหารกินเองในตลาด กลายเป็นสมาชิกใหม่ของบ้าน

มันเป็นหมา ที่แปลกมาก แม้ว่าตัวมันจะเล็กมาก โดยปกติหากเป็นลูกหมาตัวอื่น ตกกลางคืนจะร้องเพื่อหาแม่ของมัน หรือไม่ก็หาเพื่อเล่น (มันไม่มีเพื่อนเล่น เลยเล่นกับแมวแทน)  แต่มันไม่ร้องเลย

พฤติกรรมของมัน นอกจากจะไม่รู้แล้ว ไม่ว่าจะย่างกรายไปที่ไหนอย่างไร ไอ้ลาดมันจะวิ่งตามหลังหรือไม่วิ่งนำหน้า เชิดคอ ดิกหาง อย่างมีความสุข เหมือนกับว่า มันเป็นบอดีการ์ดให้กับเจ้าของมัน ทั้งที่ตัวมันเล็กนิดเดียว

โดยเฉพาะกับคนที่บ้าน

หากคนที่บ้านเดินไปบ้านหลังข้างหน้าแล้วปิดประตู พฤติกรรมของมันคือจะนอนเฝ้าประตูไม่ไปไหน บางครั้งนอนทับรองเท้าเสียด้วย เหมือนกับเป็นการบอกว่า แม้จะหลับ แต่หากคนที่บ้านออกจากบ้านต้องสวมรองเท้า มันนอนทับอยู่มันต้องรู้สึกแน่นแน แล้วทำเหมือนเดิมวิ่งตามหรือประกบคู่ตลอดเวลา

นั้นคือพฤติกรรม การรักเจ้าของ ของมัน แม้ว่ามันจะเป็นหมาที่เพิ่งเกิด และยังตัวเล็ก

สิ่งที่มันปฎิบัติผลปรากฏว่า เมื่อคืน โดยปกติมันขอบมานอนตรงบันใด ทางขึ้นบ้านหลังข้างหลัง คนที่บ้านเข้านอน แล้วไม่เห็นมัน ต้องเปิดไฟ หาว่ามันอยู่ตรงไหน ด้วยความเป็นห่วงมัน  จนกว่า จะหามันเจอ ถึงขึ้นไปนอนต่อ

นี่คือความสำพันธ์ ที่ไอ้ลาดมันสร้างขึ้นมา

ว่าจะเขียนเรื่อง ตัดบางเรื่องออก สุดท้ายไปออกเรื่องไอ้ลาด แต่จากที่เหม่อลอย คิดไปเรื่อย ได้ความคิดใหม่ว่า น่าจะทำวันละนิด เท่าเวลาที่ว่างเว้นจากงานตรงอื่น จะไม่รีบหรือตั้งเป็นเป้าหมาย แต่ให้เป็นเป้าหมายรองแทน

ไม่ได้ซีเรียด อะไรเท่าไร คนเรา หากทำงานไปเรื่อย ๆๆ คิดไปเรื่อย วิเคราะห์ไปเรื่อย ได้พักและรอมันตกตะกอน ส่วนมาก ประสบการณ์นั้นแหละจะสอนหรืองานนั้นแหละจะสอนให้เราเอง ทำงานได้เร็วขึ้น หรือปรับเปลี่ยนเวลาให้มันเหมาะสมกับตัวเราเอง

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการคิด แล้วไม่ได้ลงมือทำ กลัวทุกอย่าง หากเราตัดความกลัวว่ามันจะยุ่งยากออกไป แล้วลงมือทำ เท่าที่ทำได้ ไม่ต้องหวังผลเลิศเลอก่อน แต่ให้ลงมือทำ งานทุกอย่างมันจะเดินได้เอง

ยังจำคำพูดของคนๆๆ หนึ่ง ที่ยาวนานมาแล้วสมัย ทำงานใหม่ๆๆ มันเป็นคำพูดที่ผ่านหู แล้วปฎิบัติตามที่เขาแนะนำตลอด ท้ายสุดได้มาอ่านหนังสือพัฒนาตนเอง มันตรงกับคำพูดเขาหรือท่านนั้นที่เคยแนะนำไว้ทุกอย่าง แม้จะเป็นแค่คำพูด เรียบง่าย ไม่มีอะไรมาก พูดเสร็จ ไม่ได้หวังผลอะไร นั้นคือคำพูดที่ว่า

“หากมีงานเข้ามา แม้ว่าจะทำไม่ได้ หรือไม่เข้าใจ สิ่งแรกคือให้ลงมือทำไปก่อน แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ หรือไม่ตรงตามที่เขาบอกให้ทำ แต่ให้ทำเป็นชิ้นงานขึ้นมาก่อน ไม่ว่าจากมากหรือน้อย แต่ ให้ทำก่อน แล้วเก็บไว้ค่อยปรับปรุง”

มันเป็นคำพูดที่จำ และทำมาตลอด จนกระทั่งมาเจอหนังสือพัฒนาตนเอง มีการแนะนำอย่างเป็นรูปธรรม เลยเข้าใจในทันที

อย่างเช่นไม่ต้องอื่นไกล หากคนอ่านบทความหรือ Blog ที่กำลังเขียน อยู่นี้ จริงๆๆ แล้วนั่งคิดอยู่นานว่าจะเขียนดีหรือไม่เขียนดี เพราะเป็นช่วงเช้า ปกติจะเขียนช่วงหัวค่ำ

แต่ในระหว่างนั่งคิด เสียเวลาไปประมาณ 1 ชม. ที่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไม่ได้อะไรเลย

แต่พอลงมือเขียน มันเขียนได้มากและเขียนได้เยอะ ตั้งเป้าไว้ครั้งแรก แค่เขียนอะไร ให้ได้เขียนเป็นอันพอ

นี่แหละครับ คือการลงมือทำ….

 

news via inbox

ต้องการรับข้อมูลข่าวสาร

Leave A Comment