ปรับตัวเองให้ช้าลง

ปรับตัวเองให้ช้าลง

เอา Ipad ขึ้นมาดูในตอนเช้า เปิด App สำหรับจดโน็ต วางแผนว่าจะร่างบทความก่อนที่จะสร้างบทความจริง และอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง   App นั้นซื้อไว้นานแล้ว ไม่ค่อยได้ใช้ ต้องมานั่่งทำความเข้าใจเพิ่มเติมอีกครั้ง

ในระหว่างที่นั่งอ่านคู่มือ App นั้น สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น นั้นคือความรู้สึก เสียดายเวลา ที่ต้องมานั่งอ่านคู่มืออีกครั้ง แต่จำใจอ่าน และอ่านอย่างเร่งรีบ เหมือนกับว่า ไม่อยากอ่าน อยากทำสิ่งอื่นต่อ หรืออยากอ่านให้เสร็จๆๆ แล้วจะได้ไปทำอย่างอื่นต่อ เช่นเข้าสวน เขียนเว็บไซต์ อ่านหนังสือ เช็ครถ ล้างรถเพื่อเตรียมตัวขึ้น กทม.และเพื่อเตรียมตัวไปตรวจสภาพของเล็อดที่ รพ.ว่า โรคซีดได้หายไปบ้างหรือยัง

นั้นคือความรู้สึกที่จับความรู้สึกของตัวเองได้ว่า ตอนนี้ตัวเองทำอะไรด้วยความเร่งรีบมากเกินไปแล้ว จนทำให้ตัวเองเร่าร้อน  อย่างเช่นการเขียน Blog เช่นกัน บางทีเขียนไปเพราะความรีบร้อน อยากรักษาวินัยในการเขียนว่าต้องเขียนให้ได้ทุกวัน สิ่งที่ตามมาคือความเร่าร้อน ต้องรีบเขียนให้เสร็จ บางที่ออกมาแล้วรู้เลยว่าได้ปริมาณอย่างเดียว แต่ไม่ได้คุณสภาพมากที่ควร

เมื่อเร่งรีบ การพิมพ์ต่างๆ มันก็ไม่เกิดผลดีกับงานที่ออกมาเท่าไร แม้ว่าจะพิมพ์สำผัส แทบไม่ต้องดูคีย์บอร์ด ยกเว้นบางตัวที่ไม่ค่อยได้พิมพ์ถึงจะต้องหันไปมองในคีย์บอร์ด แล้วมองหาบ้างว่ามันอยู่ตรงไนไน

นั้นคือผลเสียของการทำอะไรเร่งรีบ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งที่มีเวลาในการทำงานต่างๆ ตอนนี้ มากกว่าเก่าเสียอีก ท้ายๆๆ บทความจะลองวิเคราะห์ตัวเองดูให้ฟังว่า จริงไหม

น่าจะต้องปรับตัวเองอีกครั้ง ลดความเร่งรีบลง แล้วมานั่งวางแผนใหม่ ว่างานอะไรที่ยาก และสำคัญต้องทำก่อน  ส่วนงานไหนที่ไม่สำคัญ หรือมีความยุ่งยากน้อย ค่อยทำทีหลัง  แต่ ปัญหาที่ต้องคิดและจัดการก่อนคือ แล้วงานอะไรที่ยากและสำคัญที่ต้องทำก่อน

งานเข้าสวนมันไม่ยาก แค่การเข้าไปเพื่อเคลื่อนไหวร่างกาย แต่มันสำคัญเช่นกัน หากร่างกายนิ่งมากเกินไป นั่งหน้าคอมพิวเตอร์มากเกินไป ปัญหาหลายเรื่องตามมาอีก และนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทำไม  น่าจะเป็นคำถามย้อนกลับมาอีกครั้ง

ในหน้าคอมพิวเตอร์ นั้นคือแหล่งที่ออกสู่โลกภายนอก เช่นการท่องเว็บไซต์หรือหาข้อมูลต่างๆๆ ในการพัฒนาตัวเอง  ไม่ค่อยชอบดูจากมือถือเพราะว่า มือถือหน้าจอมันเล็ก และที่สำคัญมักจะไปติดกับ พวกโซเชียลที่เปิดโชว์อยู่บนหน้าจอมือถือ แม้บางทีแค่อยากเข้าไปดูนิดๆๆ หน่อย ใช้เวลาเป็นชั่วโมง ในความคิดของตัวเอง พวกเฟสบุค หรือโซเชียลต่างๆๆ จะมีประโยชน์มากที่สุด ตอนเดินทางในกรณีที่เราอ่านหนังสือแล้วไม่มีสมาธิ  เปิดพวกนี้ออกดูฆ่าเวลา  ใช่.. ฆ่าเวลา พอดูพวกนี้ เวลาจะผ่านไปเร็วมาก AI จะช่วยจัดการหาสิ่งที่เราชอบมานำเสนอตลอดเวลา จนสายตาแทบจะไม่ละออกจากหน้าจอมือถือเลย

สุดท้าย มาลองวิเคราะห์ตัวเองว่า ทำไม ตอนหลังๆๆ มาชีวิต ถึงเกิดความรู้สึกเร่งรีบมากขึ้น ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ได้เร่งรีบ สามารถโฟกัสเฉพาะงานที่ต้องการทำได้ มันน่าจะเกิดจากในห้วงชีวิตที่ผ่านมาก่อนจะเปลี่ยนอาชีพ ชีวิตมันมีแต่ในกรอบ นั้นคือ รอ ให้คนอื่นใช้งานมา หรือที่เขาเรียกว่าคำสั่งการ หรืออะไรก็แล้วแต่

ในสมองของเราตอนนั้น นั้นคืองาน นั้นคือสิ่งที่เราจะต้องทำเพื่อให้ตัวเราได้อยู่รอดในสังคม และภาระต่างๆๆ ที่เราต้องแบกรับตลอดเวลา

แต่.. พอหลังจากเราหลุดพ้นจากตรงนั้น ไม่มีใครสั่งการใช้งานได้ แต่คนที่สั่งการใช้งานคือตัวเราเอง  ในการคิดต่างๆๆ มันเริ่มมาจากส่วนที่เรียกว่า “สมอง” ของเราเอง เมื่อตัวเราเองคิดเอง สิ่งที่เป็นโจทย์ หรือเป้าหมายที่ง่ายที่สุดคืออะไรที่เราอยากจะทำ แล้วจะทำอย่างไร เริ่มต้นอย่างไร กำหนดเป้าหมายไว้อย่างไร จะเดินสู่เป้าหมายอย่างนั้น

มันเป็นคำถามประดังเข้ามามาก เพราะตอนนี้ เราต้องคิดเองแล้ว ไม่ต้องนอนรอ นั่งรอ ให้คนอื่นคิดแล้วให้เราทำ

เมื่อเราคิดเอง จะทำเอง หรืออยากจะทำ ไม่ใช่อยากจะเป็นอย่างที่ผ่านมา งานต่างๆๆ มันเริ่มเข้ามามาก เมื่องานที่คิดจะทำเข้ามามาก มันมีตัวเลือกอีกว่า ต้องการงานที่มีรายได้เพิ่มในระยะสั้นหรือระยะยาว  ตัวนี้ ต้องดูรายได้ในปัจจุบันของเราว่า ไปรอดไหม หากไปไม่รอดต้องสร้างรายได้ระยะสั้นก่อน แต่หากไปรอด ต้องคิดสร้างรายได้ระยะยาว

จากเวลาเท่าเดิม 24 ชม. เมื่อก่อน หากไม่มีคำสั่งหรือคนอื่นใช้ ไม่คิดอะไรแล้วนอนรอ เดินรอ เที่ยวรอ เปิดแต่ไลน์ ถือแต่มือถือตลอดเวลา เพื่อให้เขาสั่งการ หากไม่มี นอนๆๆๆ อย่างเดียว แต่ตอนนี้ไม่ใช่ งานที่คิดจะทำมันมีมากขึ้น  จะนอนๆๆ  ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ แต่คนเราหากคิดแบบนั้นไม่นาน เราจะด้อยค่าตัวเอง ว่าไม่มีคุณค่า  ต้องทำงานที่เราชอบหรืออยากจะทำ แล้วปัญหามันตามมา เวลาไม่พอ ถัดจากนั้นมันจะเริ่่มสับสนว่าจะทำอะไรก่อนหลังดี

นั้นแค่คร่าวๆๆ ในความคิดว่า ทำไม ตอนหลังชีวิตมันถึงได้เร่งรีบขึ้น ผลเสียที่ตามมาที่เห็นชัดคือระบบการย่อยอาหาร กินเร็วขึ้นเพื่อไปทำอย่างอื่น กินเสร็จไม่พักเพื่อไปทำอย่างอื่น

มาพิจารณาแล้ว น่าว่าจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี คิดว่า น่าจะต้องถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับตัวเองให้ช้าลงบ้าง

 

news via inbox

ต้องการรับข้อมูลข่าวสาร

Leave A Comment