ปรับพื้นที่เตรียมสร้าง

ปรับพื้นที่เตรียมสร้าง

วันนี้ เริ่มบทความด้วยการจั่วหัว แบบที่เขานิยมกัน คือสร้างความอยากรู้ว่าคืออะไรแล้ว ล่อคนให้เข้าไปอ่าน

คนอื่นไม่รู้ สว่นตัวแล้วไม่เคยอ่านเลย มักจะเลื่อนข้ามทันที ของดี ไม่จำเป็นต้องจั่วหัวเพื่อให้คนเข้าไปอ่านหรือเข้าไปดูเพื่อหวังยอดวิว แล้วได้รายได้ มันเป็นการหลอกคนให้เข้าไปมากกว่า

แต่ นานาจิตตัง เพราะส่วนมากที่เข้าไปดูที่เขาแนะนำเรื่องการสร้างบทความ เขาจะแนะวิธีการนั้นหมด แม้แต่การทำ SEO  ยังกำหนดว่าให้เขียนเป็นหัวด้วยหมายเลขไว้ด้วย เช่น 7 อย่างในการเขียน Blog ให้รวย หรือไม่เงินล้าน (เงินแสนไม่ค่อยเจอไม่รู้เป็นอย่างไร หรือว่ามันน้อยเกินไป)

เคยเจอยิ่ง Ad ในเฟสบุค ค่าเรียนเขียนบทความ 20000 กว่าบาท เห็นแล้วตกใจ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า เขาบอกว่าเรียนแล้วสร้างเงินล้านแล้ว เขาเองที่สอนคนอื่นน่าจะรวยมากแล้ว ทำไม ต้องมายิง Ad เพื่อหารายได้จากค่าสอนคนอื่นอืก

มันแค่สงสัย ไม่เข้าใจว่าทำไมมันเป็นแบบนั้น ถ้าเขาเก่งจริง สอนคนอื่นให้หาเงินล้านจากบทความที่เขาเขียนได้ แล้วทำไม เขาไม่ทำเอง พอรวยแล้วแค่ สอนเป็นวิทยาทาน หรือไม่สอนในราคาที่ไม่แพงเพื่อให้คนอื่นได้มีโอกาส ได้สร้างรายได้ด้วย แต่นี้ เรียกค่าสอนซะหวังรวย จากการบอกว่า เรียนการสร้างบทความ เขียนเพื่อให้ได้เงินล้าน

เคยอ่านเจอในนักเขียนระดับโลก จำชื่อไม่ได้แล้ว เพียงแต่ คนทั่วไปเขาบอกว่าเป็นนักเขียนระดับโลก เขาแนะนำนิดเดียว คืออ่านให้มาก แล้วเขียนให้มาก แล้วจะเขียนบทความเก่ง

ต่อให้เข้าเรียนคอร์สแพงๆๆ แต่ไม่ยอมอ่านไม่ยอมเขียน แค่จิตนาการ รับรองได้มันเขียนไม่ได้หรอก

จากประสบการณ์ของต้นเองในการเขียน Blog พอสรุปได้ดังนี้

เขียนให้มันทุกวัน แล้วไม่นาน สมองมันจะลื่นไหลไปเอง

จับเวลาในการเขียน ไม่ต้องเขียนแบบใช้เวลามาก หากใช้เวลามาก เรามักจะประดิษฐ์ประดอย อยากให้ออกมาดี บางครั้งนั่งหน้าจอแล้ว จดๆๆ จ่อ ๆๆ ไม่ได้เขียนเลย เพราะไม่จำกัดเวลา

แต่หากเราจำกัดเวลาว่า ใน ชม.นี้เราจะเขียนให้เสร็จ รับรองได้ว่า ทำทุกวัน เราจะเขียนได้อย่างดี ส่วนเรื่องความสมบูรณ์ ค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง เพราะเมื่อเราเขียนแล้วมันย่อมมีโครงขึ้นมา อาจจะเขียนเป็นแก่นไว้ก่อน หลังจากนั้นค่อยมาขยายในบางคำพูด เพื่อให้มันยาวขึ้นหรือปรับแต่งใหม่ ให้มันดูสวยงามในเวลาที่เราว่าง

นั่งเขียนไปยิ้มไป แนะนำยังกะว่าตัวเองเสียหนักหนา ทั้งที่เริ่มเขียนได้ไม่น่าจะเกิน 3-4 เดือน แต่ รู้สึกว่ามันเขียนคล่องขึ้นเมื่อลองทำตามที่แบบที่เขียนแนะนำ แต่ที่ยังทำไม่ได้คือการกลับมาทบทวนหรือแก้ไข เพราะไม่มีเวลา (เป็นคำแก้ตัวที่ง่ายที่สุดและเร็วที่สุด ที่คนชอบใช้กัน นั้นคือไม่มีเวลา แต่จริงๆๆ แล้วมันมีเวลา เพียงแต่ เราเอาไปเวลานั้นไปทำเรื่องไร้สาระอย่างอื่นเสียมากกว่า )

ขอกลับเข้ามาเรื่องกิจกรรมนิด วันนี้ รู้สึกว่าร่างกายมันได้รับการผ่อนคลายบ้าง ฝนหยุดตก แดดเริ่มแสดงออกมาให้เห็น แม้ไม่เห็นตลอดเวลา แต่มันทำให้ได้รับวิตามิน ดี

เริ่มปรับพื้นที่ ปรับร่างกายทีละนิด เพื่อสร้างพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมในช่วงหน้าฝนปีหน้า

การทำงาน ลองสังเกตุตัวเองแล้ว หากเรารีบอยากทำให้เสร็จ เราจะรู้ทันทีเลยว่าร่างกายมันเหนื่อยและร่างกายมันเบื่อ  รุกอยากทำให้เสร็จ ในขณะเดียวกันความคิดหนึ่งบังเกิดขึั้น คือเมื่อไรจะเสร็จ ไม่อยากทำ

แต่ พอเราปรับร่างกาย ปรับความคิดใหม่ว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างวันเดียว แล้วคิดว่ารีบไปเท่านั้น ทำเท่าที่ทำได้ เหนื่อยพัก ฟังเพลง พร้อมกับคิดวางแผนว่า หลังจากนี้ เราจะทำขั้นตอนไหนต่อ ปล่อยใจให้ว่างให้คิดว่าสนุกกับมัน

แล้ว เราจะรู้ตัวเองเลยว่า งานนั้นไม่ไม่น่าเบื่อ มันเป็นงานสนุก เสร็จเมื่อไร ช่างมัน แต่ทำให้เต็มที่ เท่าที่เวลาและกำลังกายเรามี แต่ไม่หักโหม มันก็แปลก รู้สึกว่ามันไม่เบื่อและงานของเราก้าวหน้าขึ้นมาก

นั่งมองผลสำเร็จแล้ว มันหายเหนื่อย

สรุป ทุกอย่างมันอยู่ทีใจ หากเราเร่งรีบ เร่งร้อน มันทำให้เราเหนื่อยผลงานออกมาไม่ดี แต่หากเราทำด้วยความสงบนิ่ง รักที่จะทำมันทีละนิด งานจะออกมาสวย แล้วสนุกกับมันด้วย นั้นแหละคือเส้นทางที่ถูกต้องในการทำงาน

วันนี้ ได้ความรู้ใหม่ แนวคิดใหม่ จากคนที่บ้าน ตอนนั้นเวลาประมาณ บ่าย 4 โมงนิดๆๆ  ประมาณบ่ายโมง 4.15 นาที เพราะหาก เวลา 4.30 จะต้องเรียกว่า 4 โมงครึ่ง คนที่บ้านบอกว่า มากินข้าวก่อน ยังงง ว่าทำไมเรียกกินข้าวก่อน ทั้งที่ปกติจะกินข้าวหรือรับประทานอาหารประมาณ 5 โมงเย็น (ตี 5 ตามภาษาปักษ์ใต้) บางคนอาจจะงง หากคนใต้พูดว่า ตี 5 เพราะคิดว่าเป็นเวลาก่อนจะรุ่งเช้า แต่คนใต้จะพูดว่า ตี 5 เป็นอันเข้าใจ หากไม่เข้าใจมักจะเสริมต่อไปนิดว่า ตี 5 หวันเย็น หรือไม่ตี 5 หัวเช้า นั้นคือการอธิบายเวลาของคนบ้านเรา

กลับเข้าเรื่องเดิมต่อ ที่คนที่บ้านเรียกให้กินข้าวก่อน ในขณะที่กำลังขุดดินเพื่อปรับพื้นที่  แต่รับปากและยอมทำตามด้วยความ งงๆๆ นิด ไปกินข้าวตามคำบอก

กินข้าวเสร็จ เลยได้รับคำอธิบายที่นึกไม่ถึงเรื่องมุมมองของคนที่บ้าน ยอมรับเลยว่า เป็นมุมมองที่เห็นการณ์ใกล และเป็นการประมวลผลจากพฤติกรรมที่ปฎิบัติตลอดมา

พฤติกรรมที่ปฎิบัติตลอดมาคือ จะกินข้าว ตี 5 หวันเย็น ทุกวัน แต่ปัญหาที่เจอบางที ช่วงนั้นเป็นช่วงทำงาน ติดพัน ไม่ได้กิน กว่าจะได้กินตี 6 ตอนเย็น หรือไม่ ตี 7 ตอนเย็น สิ่งที่จะตามมาคือมีปัญหาเรื่องท้อง ท้องจะอืดหากกินข้าวหลัง 6 โมงเย็น

คนที่บ้านเลยบอกว่า แก้ปัญหาให้กินข้าวให้เสร็จเรียบร้อยก่อน 5 โมงเย็นหรือก่อนจะไปสวน หรือทำอะไรก็ตาม เพื่อจะได้ไม่ต้องรีบกินข้าวก่อน ตี 6 ตอนเย็น

นับว่า เป็นแก้ปัญหาที่ดีเลย แต่ก็ต้องระวัง หากนอนช้า ความหิวก่อนนอน จะตามมาเพราะกินข้าวเร็ว ทางแก้คือหาอะไรรองท้องก่อนนอน ส่วนมาคือน้ำเปล่า

ดูเวลาแล้ว ใช้เวลาพิมพ์ประมาณ ครึ่ง ชม. วันนี้พิมพ์ได้มากเนื่องจากสภาพร่างกายค่อนข้างสดชื่นได้ออกกำลังกาย ออกเหงื่อ ได้ทำงานกลางแจ้ง พิมพ์ได้ไปเรื่อย

แล้วมันเจอปัญหา อีกเรื่องหนึ่ง คือการจบบทความว่าจะจบอย่างไรดี ถ้าในส่วนที่เขาแนะนำ เขาแนะนำว่า ท้ายสุดคือการสรุป ให้สรุปเพื่อจบบทความ

แต่ ดูแล้วสรุปยากมันหลายเรื่องเหลือเกินที่สะเปะ สะปะเขียน อีกอย่างส่วนมากเขียนเพื่ออ่านคนเดียว เมื่อย้อนกลับมาอ่านในแต่ละเดือน แต่ละปี ว่าที่ผ่านมามีกรทำกิจกรรมอะไรบ้าง

มันคล้าย ไดอารี่ แต่ ไดอารี เป็นการจดบันทึกแต่ละวัน แต่ที่พิมพ์บางทีมันไม่ใช้บันทึกแต่ละวัน นึกจะเขียนอะไรเขียน เหตุผลเดียวคือฝึกการพิมพ์ให้รองรับกับที่สมองคิดออกมา สู่นิ้วมือสำหรรับพรมลงบนคีย์บอร์ด (ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไม เขาเขียนว่าพรมลงพบนคืย์บอร์ด แต่เห็นมันดูเก๋ ดี เลยเขียนบ้าง)

เป็นอันว่าวันนี้ จบบทความแค่นี้ก่อน เดี่ยวไปวางแผนสำหรับงานจะทำพรุ่งนี้ต่อ มีคนรายงานมาว่าทอเช้าหรือพรุ่งนี้ฝนไม่น่าจะตก เพราะแค่ 10 เปอร์เซ็นของพื้นี่ หากฝนตก คิดว่า มันเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายก็แล้วกัน ………………

 

news via inbox

ต้องการรับข้อมูลข่าวสาร

Leave A Comment