จะทำหรือจะเป็น

จะทำหรือจะเป็น

อ่านหนังสือ Ego คือศัตรู เมื่อคืน ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นบทที่ 2 ขึ้นหัวข้อว่า จะทำหรือจะเป็น สงสัย คิดในใจว่า ไม่มีอะไรมาก แค่จั่วหัวให้มันดูดี แต่พอเริ่มอ่าน รู้สึกว่า ตรงกับความคิดของตัวเอง แต่เสียดาย คนแปลหนังสือ แปลค่อยข้างไม่สละสลวย การเว้นวรรคบางประโยค เว้นได้ไม่ดี อ่านแล้วบางอย่างยังงง

แต่ก็ พอสรุปใจความได้ว่า

คนเราเกิดมาแล้วมือทางเลือก 2 ทาง  แต่กำลังคิดว่า ถ้าเขาเอา 2 ทางนั้นมารวมกันได้ไหม ในหนังสือไม่ได้อธิบาย อธิบายเพียงว่า ทางเลือกของคนมี 2 ทาง คือ

ทางหนึ่ง อยากจะเป็นอะไร

ทางหนึ่ง อยากจะทำอะไร

อยากจะเป็น เพราะความอยาก เพราะสังคมวางกฏเกณฑ์ไว้แล้ว แต่ ในส่วนลึกของจิตใจ อาจจะขัดใจหรือไม่อยากทำ แต่อยากเป็น เพราะสิ่งที่อยากเป็นมันมีอะไรหลายๆๆ อย่างที่คิดว่า เป็นแล้วมันสามารถตอบสนอกความอยากของเราได้ กับ เป็นแล้ว มันดี กับตัวเองในด้านความมั่นคงของชีวิต

อยากจะทำ อยากจะทำคือมีความต้องการที่จะทำ ทำแล้วมีความสุข ชอบที่จะทำ แม้ว่าทำแล้ว ไม่ได้รับการตอบสนองจากสังคม มีบางสิ่งบางอย่างด้อยค่ากว่า อยากจะเป็น

เมื่อคืนอ่านแบบผ่านๆๆ เลยยังสรุปไม่ได้เท่าที่ควร ตอนมานั่งกินกาแฟตอนเช้า ซึ่งเป็นเวลาวางแผนการทำงานในชีวิตประจำวันของทุกวัน มานั่งนึก ถึงประโยคในหนังสือดังกล่าว เริ่มเข้าใจ  คิดว่าจะอ่านต่ออีกรอบ

ชีวิตประจำวันนี้

วางแผนงานไว้หลายอย่าง แต่สุดท้ายคิดว่า น่าจะต้องทำงานในส่วนที่รับปากเขาไว้ หลังกินกาแฟเสร็จ ออกมาบ้านหลังข้างหน้า เหมือนที่ครั้งที่ทำเปิดประตู เปิดคอมพิวเตอร์ ทุกอย่างเราทำทุกวันจนมันเป็นสัญชาตญาณ แทบไม่ได้คิดอะไรเลย แสดงว่า นิสัย พฤติกรรมของเรา ถ้าเราวิเคราะห์ตัวเองแล้วปรับปรุง มันสามารถจะเปลี่ยนเพื่อสร้างนิสัยที่ดีได้ แล้วแต่ว่า เราจะค้นหามันได้จากไหน

ตอนนี้ มีคำตอบแล้ว มีหนังสือหลายเล่มที่เกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง เท่าที่ลองอ่าน บรรยายได้ดีมาก

ยังชอบหนังสือเล่มหนึ่ง ที่เขียนว่า ผู้บริหารบางคน มองคนในองค์กร เป็นแค่วัตถุ  อยากจะเขียนขยายความแต่ ไม่กล้าเขียนเพราะยังอ่านไม่ละเอียด

วันนี้ เลยนั่งทำงานเพื่อสร้างบทความที่มีอยู่แล้วแต่ปรับปรุงใหม่ ไม่น่าเชื่อ ตั้งแต่เช้าจนเที่ยงไม่เสร็จ

มานั่งคิด ว่าทำไม ไม่เสร็จ วิเคราะห์ดูแล้ว น่าจะเป็นเพราะอยากให้งานออกมาดี เลยนั่งตกแต่งนาน  เห็นท่าทางแล้วไม่น่าจะเสร็จ สมองเริ่มล้า ตัดสินใจ เดินทางไปสวนเล็ก เพื่อปลูกต้นไม้

ไปถึงสวนเล็ก น่าจะหมดงานที่จะทำแล้ว ต้นไม้ก็ปลูกเต็มพื้นที่แล้ว จะปรับแต่งพรวนดิน ก็ไม่น่าจะทำให้เสียเวลา ไม้ป่า พวกนี้ ส่วนมากหากมันต้นแล้ว คนเราแทบไม่ต้องไปทะนุถนอม เหมือนต้นไม้ หรือไม้ผลทั่วไป เสียเวลาเปล่า

คำว่า ยุ่ง งานมาก ไม่มีเวลา …ไม่จริง

คนที่น่าทำงานร่วมกันมากที่สุด คือคนที่มีงานยุ่งตลอด

บางคนอาจจะคิดว่า มันเป็นไปได้หรือที่จะทำงานร่วมกับคนที่งานยุ่งมาก แล้วผลงานจะเกิด เพราะเขายุ่งแทบจะไม่มีเวลาแล้ว เขาจะมาทำงานในส่วนที่ร่วมกันได้

คนอื่น อาจจะคิดอย่างไร ไม่รู้ แต่ในส่วนตัวคิดว่า จริง

คนที่ทำงานยุ่งตลอดเวลา คือคนที่สามารถบริหารเวลาได้ดี เขาจะวางแผนตลอดเวลา เพื่อให้งานมันเดินไปได้ เขาจะคิด แม้งานจะเพิ่มมามากแค่ไหน คนที่ยุ่ง สมองของเขาจะปรับให้เห็นว่าอะไร ต้องทำก่อนหลัง หรือให้งานมันเดินอย่างไร

คนที่ไม่น่าทำงานด้วย คือคนที่มีเวลาว่างเหลือเฟือ  คนประเภทนี้ สมองไม่เคยเจอความซับซ้อน  ทำอะไรนิด ก็มักจะว่างานยุ่ง เพราะเขาบริหารเวลาไม่เป็น เมื่อบริหารเวลาไม่เป็น เขาจะใช้เวลาไปในทางที่เสียประโยชน์มาก

การพัฒนาความคิดต่างๆ เนื่องจาก เขามีเวลาเหลือเฟือ มักจะไม่เคยเกิด

หากให้นึกย้อนกลับ ตอนเปลี่ยนงานใหม่ๆๆ จากเป็นคนที่มีเวลาเหลือเฟือ เพราะทำอย่างอื่นไม่ได้ รอแต่คำสั่งทำงานแต่ละชิ้น เมื่อเสร็จแล้ว ก็พัก สมองแทบไม่ได้คิดอะไรเลย แต่ ก็ชอบพูดว่ายุ่ง  เพรามีงานจุกจิกที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอันเข้ามามาก การบริหารเวลาก็ไม่ดีพอ ติดนิสัยดูแต่โซเชียล ไลน์ เฟส

พอหลุดมา เพื่อทำงานเอง คิดเอง ปรากฏว่ามีงานเข้ามามาก แรกมันสับสน จัดแบ่งเวลาไม่ถูก ไปสวนก็ไม่รุ้จะทำอะไรก่อน

สุดท้าย ตอนนี้ทุกอย่างลงตัว เพราะสามารถบริหารเวลาได้

งานที่จะออกได้ดี คือวันที่เราสงบนิ่ง

วันนี้ มีหลายเรื่องที่ต้องคุย ต้องติดต่อ พอเริ่มเขียนบทความนี้ ก็รู้เลยว่า ใจไม่นิ่งพอ สมาธิ มันไม่เกิด เพราะวันนี้ ทั้งวัน ใจมันไม่ได้สงบนิ่ง ต้องทำหลายเรื่อง มันเร่งร้อน เร่าร้อน หลายสิ่งหลายอย่างมันประดังเข้ามา

การทำงาน แบบนี้ แสดงว่า เราต้องสงบพอ หรือไม่ก็ต้องวางใจให้นิ่งก่อน จะเริ่มทำ ต้องปลดทุกสิ่งทุกอย่างออกจากหัวสมอง สื่อต่างๆๆ ต้องตัดให้หมด

สภาพจิตใจ ร่างกายต้องให้พร้อม อย่างน้อย 2 ชม.

แต่.. จากสภาพแวดล้อมตอนนี้ ที่มันเกี่ยวเนื่องมาตั้งแต่เช้า จนถึงตอนนี้ มีช่วงพักแค่ ประมาณ 1 ชม แต่ก็พักไม่เต็มที่ด้วย ร้อน…. คือข้ออ้าง

แต่ ตอนนี้ เริ่มเข้าใจรูปแบบพัฒนา สร้างนิสัย จนมันเป็นเรื่องปกติ ลุกขึ้นมาทำโดยสัญชาตญาณ  ไม่ต้องปลุกหรือผลักดันตัวเองเหมือนเก่าแล้ว คิดว่า หลังจากนี้ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ใช้สมองมาก วางระบบการคิดได้ วางระบบร่างกายได้ อ่านหนังสือได้มากขึ้น

คิดว่า จะปรับปรุงบทความหรือ Blog  นี้ให้ดี ขึ้นเรื่อยๆๆ

ไม่ได้หวังว่า จะมีใครมาอ่าน ยิ่งไม่อ่านยิ่งดี เพราะเราได้เขียนอะไรก็ได้ ไม่ต้องกังวล เขียน เขียน เพื่อฝึกตัวเอง

จริงๆๆ แล้ว ในส่วนตัวชอบฟัง จากที่คนอื่นพูดมากกว่า คนอื่นพูดคือสิ่งที่เข้าตัวเรา แต่ หากเราพูดหรือเราเขียน มันคือสิ่งที่ออกจากเรา

แต่ พอมาอ่านหนังสือ Output มันพลิกมุมกลับทันที เรารับอย่างเดียว แต่ไม่ output ออกไป  มันก็เท่ากับว่า เราไม่ได้เรียบเรียงสิ่งที่เข้ามาในตัวเรา แล้วออกไปยังข้างนอกตัวเราได้

เห็นได้ชัดที่สุด ตอนที่ได้แนะนำในบทความและหัวข้อบทความนี้ ยังไม่สามารถบรรยายได้ เพราะเมื่อคืนมัน Input เข้ามาแล้ว แต่ เราแค่รู้ แต่รู้ไม่จริง หากรู้จริง ต้อง Output ออกมาได้

การเขียนบทความ I2  ก็เช่นกัน คือสิ่งที่ยืนยันได้ดีที่สุด

ใช้งานมานาน คิดว่าเข้าใจดีทุกอย่าง แต่ พอเขียนออกมาเป็นบทความ ปรากฏว่าไม่สามารถเขียนหรือนำเสนอออกมาได้ดี

บางครั้ง บางเรื่องที่คิดว่า เข้าใจแล้ว ก็เข้าใจไม่จริง เพราะเพิ่งรู้หลังจากเริ่มเขียนบทความ

สิ่งหนึ่งที่อยากขอบคุณ คือหนังสือ หนังสือมันสิ่งที่มีอะไรหลากหลายมาก สิ่งแรกที่ได้เมื่อจับหนังสือคือ สมาธิ รู้สึกความรุ้สึกมันนิ่งมาทันที เพราะต้องอ่านทีละตัว หากอ่านเข้ามันจะไม่ได้ความหมาย เป็นการอ่านแบบลงรายละเอียดลึกซึ้ง

เสียดายเวลา ที่หยุดอ่าน หรือไม่ได้อ่านเต็มที่ ช่วงเป็นหุ่นยนต์เสียหลายปี

ผลกระทบนี้ มันมาจากการอ่านในโซเชียล โดยเฉพาะพวกเฟส (ไม่ได้มีเจตนาโจมตีหรือว่าไม่ดี แต่ สังเกตุจากตัวเองเมื่ออ่านเฟสมาก)

ข้อมูล ในเฟส ในโซเชียล สื่อมีเดีย ข้อมูลพวกนี้ วันๆๆ เข้ามอย่างมหาศาล คือหากอ่านทั้งวันก็ไม่หมด  สิ่งที่ตามมา เมื่อเราอ่านมากคือเราอ่านแค่ผ่านไม่ได้อ่านให้ละเอียดลึกซึ้งอ่านแค่สายตา แต่ไม่ได้ฝังลึกลงไปสมอง

เมื่อพฤติกรรมของเราทำแบบนั้นทุกวัน หากข้อความ หรือย่อหน้าไหนมีความยาวเกิน 8 บรรทัด เราจะอ่านทันที เพราะร่างกายเราถูกฝึกให้อ่านแค่ผ่านๆๆ เพราะจิตใจเราคำนึงไปล่วงหน้าแล้ว ว่าข้างหน้ามีข้อมูลอะไร น่าสนใจอีก

หากบทความไหนที่เราสนใจจริง เช่นข่าว ปัญหา ก็จะตามมาอีก กว่าจะอ่านได้มีโฆษณาแทรกบ้าง มีปุ่มหลอกบ้างว่าอ่านต่อแต่ไปหน้าโฆษณาแทน มันก็เลยเกิดความรู้สึกไม่อยากอ่าน

เมื่อมีเวลา ปรับพฤติกรรมตัวเอง โดยการลดไม่อ่านโซเชียล มาอ่านหนังสือแทน ความรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง

เราอ่านละเอียดขึ้น สมาธิเราจะมาทันที แนวคิด มุมมองที่หนังสือถ่ายทอดมา หนังสือแม้เป้าหมายของผู้เขียนเขียนเพื่อขาย แต่ส่วนมาก นักเขียนชอบงานการเขียน การถ่ายทอด เป้าหมายไม่ได้หวังรายได้อย่างเดียว

รู้สึกว่า เขียนได้ค่อยออก แล้ว หันดูเวลา 20.53 น. 1 /7/2022  มันคือสิ่งยืนยันได้อีกอย่างทันที เพราะส่วนมากจะเขียนโดยเริ่มจาก 20.00 น. มาเสร็จสิ้น ตรง 21.00 น.ของทุกวัน

พอถึงเวลา สมองเริ่มบอกทันทีว่าพอได้แล้ว

งั้น วันนี้ พอแค่นี้

ขอบคุณ สำหรับสิ่งดีๆๆ ในวันนี้ ที่ทำงานแล้วงานสอน หลายเรื่องในขณะทำบทความ WPLMS  ได้พัฒนตัวเอง ในด้านความเร็วในการทำงานมากยิ่งขึ้น

news via inbox

ต้องการรับข้อมูลข่าวสาร

Leave A Comment