ธรรมชาติคือธรรมชาติ

ธรรมชาติคือธรรมชาติ

นั่งคิดหลายวันว่าจะเอาอย่างไรดี กับตันเงาะในส่วนใหญ่ เพราะต้นมันเริ่มใหญ่มากขึ้น และเริ่มไม่มีลูก ถามผู้รู้ ผู้รู้บอกว่า ให้ตัดมันออกเสียบ้าง

เมื่อมานั่งมองต้นและกิ่งน่าจะใช้พร้าไม่ไหว  ใช้ขวาน น่าไม่สะดวก ใช้เลื่อยคือทางออกที่ดีที่สุด  ทันใดนั้นเอง นึกได้ว่าวันก่อนได้ซื้อเลื่อยยนต์ไว้แล้วหนึ่งเครื่องนั้นคือกระทิงดำ ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร หลังจากตัดต้นท้อนที่ล้มทับโรงรถวันก่อน  ความชำนาญมันเลยไม่เกิด ทำให้ไม่ค่อยกล้าใช้เท่าไร

วันนี้ เจอต้นเงาะหลายต้น ลองฝึกใช้ ผลปรากฏว่า แค่วันเดียวสบายเลย แต่มันเหนื่อยมากๆๆ น่าจะเป็นเพราะเราไม่เคยทำหรือไม่เคยใช้งานมัน นั่งดูคนอื่นเขาตัดสวนยางเป็นสวนๆๆ ดูเขาทำง่ายๆๆ มาก แต่เราเอง วันนี้ แค่ตัดไม่กี่ต้น มันเหนื่อยสุด

แต่ได้บทสรุปวันนี้ แล้วว่า

อะไรก็ตามที่เราอยากจะทำ ให้เราลงมือทำและฝึก เราจะทำเป็นแน่นอน แต่ส่วนมากที่ทำไม่เป็น อย่างที่บอกคือมันเหนื่อยมากๆๆ เพราะไม่เคยทำ ทางออกที่ดีที่สุดที่ให้สวยงามคือ บอกว่าทำไม่เป็นแล้วจ้างคนอื่นเป็นอันว่าดีที่สุด

วันนี้ในหลายวันที่เข้าสวนใหญ่ หลังจากเคลียร์สวนเล็กเรียบร้อย หลังจากนี้ ปล่อยให้ธรรมชาติทำหน้าที่ของมันเอง ไม่ต้องไปใส่ปุ่ยหรือทำอะไรมันอีกแล้ว  มาจัดการสวนใหญ่ต่อ

ทำสวน อาจจะเหนื่อย แต่ในห้วงเวลาที่เราทำ แม้มันจะเหนื่อยแต่ร่างกายของเรา รู้สึกว่าดีขึ้นมากๆๆ ได้อากาศดี เจอหน้าผู้คนในรูปแบบหนึ่ง ที่ว่ารูปแบบหนึ่ง คือรู้จักกันเกือบหมด ไม่ต้องสวมหน้ากากมากเท่ากับตอนอยู่ในเมือง ไม่ต้องอวดเครื่องแต่งกาย อยู่ในความเป็นตัวตนของตนเองจริง

ในระหว่างเดินทางมาสวน ก็เจอแต่บรรยาศดีๆๆ มองแล้วสบายตา สบายใจ

 

กระทิงดำ ที่วันนี้ สามารถใช้งานมันได้แล้ว หลังจากที่ใช้ไม่ค่อยเป็นอยู่หลายวัน

และเช่นกัน วันนี้ ได้บทสรุปอีกอย่างว่า แม้ว่าเราจะมีกิจกรรมมากที่บ้าน อย่างเช่นเขียนเว็บไซต์ และงานอื่นๆๆ แต่… บางทีมันไม่เป็นเป็นผลดีกับตัวเองเท่าไร เพราะหากเขียนเว็บไซต์มากหรือทำงานอย่างอื่นในลักษณะตั้งโต๊ะ หรืองานกิจกรรมในด้านที่ต้องนั่งหน้าจอนานๆๆ มันไม่ค่อยเกิดผลดีกับตัวเองเท่าไร

ไม่ใช่เป็นผลเสียกับสายตา หรือะไรหรอก แต่เท่าที่สังเกตุดู เมื่อทำงานพวกนี้ไปนานๆๆ มันจะทำให้เราขี้เกียจ เพราะร่างกายของเราจะเริ่มติดความสบาย เพราะสมองมันชอบไม่ให้ร่างกายต้องออกแรงมากๆๆ

เมื่อทำงานใช้สมองหรือใช้ความคิดมากๆๆ สิ่งแรกที่เริ่มทำคือมักชอบพักแล้วดูโซเชียล พอดูไปนานๆๆ ตามติดมาด้วย น่าจะหลับตาแล้วให้สมองมันหยุดคิดสักพัก สิ่งที่ตามมาอีกอย่างคือหลับ  เมื่อหลับแล้ว เริ่มจะตรงเวลา นั้นคือพอเวลาที่เคยนอนมันจะง่วงทันที  เมื่อนอนมาก สิ่งที่ตามมาอีกแล้วคือความขี้เกียจ เมื่อความขี้เกียจเกิด สมองมันชอบ แต่ร่างกายบอกไม่ไหว

วันนี้ เลยปรับใหม่ หลังจากวิ่งออกกำลังกายเสร็จ มานั่งเขียนเว็บไซตื ใช้เวลาหนึ่ง ชม.ครบ 1 ชม.กัดฟัน ตัดใจเปลี่ยนเสื้อผ้าเดินทางไปสวนใหญ่ทันที แม้จะมองไปข้างหน้าว่าวันนี้ ฝนน่าจะตก ในจังหวะนั้นเอง ความขี้เกียจ มันเริ่มมา สมองบอกว่า อย่าไปเลยฝนตก อยู่บ้านนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ดีกว่า อากาศดี ลมพัดเย็นสบาย

ว่าแล้วก็หันไปหาเสียงสนับสนุน จากคนที่บ้านว่า ฝนน่าจะตก ไม่ต้องไปสวนดีกว่านะ

แต่ผิดคาด คนที่บ้านบอกว่า ไม่รู้มันจะตกหม้าย ลองไปดูก่อน หากตกค่อยว่ากันอีกที

เมื่อไม่มีเสียงสนับสนุน เท่ากับว่าการหาข้ออ้างของตัวเราเองวันนี้ เพื่อที่จะไม่ให้ร่างกายมันเหนื่อย (จริงๆๆ แล้ว หากพูดตรงๆๆ คือความขี้เกียจ มันเกิดขึ้นมากกว่า)  ไม่มีผล

จัดแจงลับพร้า 3 เล่ม ขนาดใหญ่ กลาง เล็ก แล้วเตรียมอุปกรณ์สำหรับซื้อน้ำมันใส่เครื่องเลือยยนต์

ถึงสวน มันช่างบังเอิญอีก น้ำมันเลี้ยงโซ่ ไม่ได้เอามา จะกลับมาเอาที่บ้านอีกครั้งน่าไม่สะดวก จะซื้อใหม่เสียดายเงิน นั่งคิดว่าจะเอาอย่างไรดี แต่ มาคิดดูอีกที น่าจะมีขายแถวนั้นเพราะคนใช้เครื่องเลื่อยยนต์กันมาก

ไปร้านค้า ใกล้สวนปรากฏว่า มีขายจริง เป็นน้ำมันเครื่องเก่าที่ใช้แล้ว เขาบอกว่า ไม่สิ้นเปลือง หากซื้อน้ำมันเครื่องใหม่ มันไม่คุ้ม เพราะว่ามันจะใหลออกมาพร้อมกับโซ่เลื่อยยนต์ เท่ากับว่ามันหล่อลื่นเสร็จแล้วมันทิ้งไปเลย หากซื้อของใหม่มันแพง

เห็นด้วยกับเขา เพราะลิตรหนึ่ง แค่ 28 บาท หากเป็นของใหม่  ราคา 100 บาท

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย กลับมาลงมือทำเลย แต่กว่าจะรู้จังหวะของมัน เล่นเอานานเหมือนกัน ต้องปรับโซ่หลายรอบ เพราะไม้มันหนีบตัวบาร์ของเลื่อยยนต์

สุดท้ายรู้จังหวะ ว่า หากตัดตรงไหนที่ไม้มันหนีบ ให้ตัดจากข้างล่างก่อน  แล้วค่อยมาตัดด้านบน แต่หากไม้ตรงไหน อยู่ในลักษณะที่ห้อยตัดจากด้านบนได้เลย

ในขณะเดียวกันจังหวะไหนควรเร่ง จังหวะไหนไม่ค่อยเร่ง  ในกรณีที่ตัดไม้ขนาดเล็ก เมื่อตัดไม้ขอบเด้งไปมา ให้ใช้วิธีเอาตัวเลื่อยไปชิด แล้วใช้ปากฉลามที่ตัวเลื่อยยนต์เป็นตัวบังคับ หรือกดมันไว้ไม่ให้เข้าหาตัวเรา

เป็นอันว่าเสร็จ  เข้าใจหมด

นี่แหละ ที่เขาเรียกว่างานสอน หากไม่ทำงาน งานไม่สอนเราหรอก

รู้สึกว่าจะเพลิน แต่เสียอย่างเดียว ฝนตกบ้าง แล้งบ้าง เป็นระยะ มาดูเวลาแล้วเที่ยง ว่าจะหาอะไรกินแถวนั้นแล้ว มาทำงานต่อ ปรากฏว่า ฝนลงอย่างหนัก น่าต้องกลับบ้านเสียแล้ว

ระหว่างทางกลับบ้าน เจอร้านขายข้าว ในใจคิดว่า จะกินที่บ้านหรือแวะกินที่นี่ แต่ อย่างที่ว่า หากไปถึงบ้านเร็ว มันอดไม่ได้อีกที่ต้องเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อทำโน้นทำนี่

ตัดสินใจเด็ดขาด แวะร้านกินข้าวข้างทาง เพื่อชมบรรยาศรถบนท้องถนนสาย 41 ที่วิ่งไปวิ่งมาตลอดเวลา 24 ชม. ไม่รู้ทำไม เหมือนกัน มีรถวิ่งตลอดเวลา ไม่ขาดเลย

นั่งกินข้าวพลางคิดพลางว่า รู้สึกสมองมันโล่งขึ้น ดีกว่านอนมากๆๆ ความขี้เกียจ มันเริ่มหายไป อยากทำโน่นทำนี่ มากขึ้น เพื่อเป็นการกดความขี้เกียจให้หายขาด ตกลงใจกับตัวเองว่า

เดี่ยวกินข้าวเสร็จ เข้าบ้านพักผ่อน แล้ว น่าจะออกไปสวนอีกรอบดีกว่า ในช่วงบ่าย

แต่.. ฝนตั้งเค้ามาอีกแล้ว

…. ดูข้อความแล้วมันเริ่มยาวมากเกินไป  ค่อยว่ากันอีกที วันนี้แค่นี้ก่อน

news via inbox

ต้องการรับข้อมูลข่าวสาร

Leave A Comment